เป็นนิยาย YAOI เนื้อหาชายรักชาย
ไม่ชอบก็ให้ผ่านไปซะ
* * *
มาลงเพราะได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องที่อ่านของคนๆ หนึ่ง เลยอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมากระทันหัน
* * *
อือ คันจิตัวนี้ 寂しいแปลว่าอะไรนะ...
อ้อ...
寂しい = sabishii = lonely หรือแปลว่า เหงา ในภาษาไทย นี่เองสินะ
....
ตัวเองกำลังหาอะไรอยู่นะ ในท่ามกลางวิถีชีวิตที่วุ่นวายของสังคมเมืองรีบเร่ง
จมจ่อม ง่วงงุน ล้าแรง ไร้พลังชีวิตอันสดใส
ทอดถอนใจ ท่ามกลางแสงไฟสลัวลาง
.............
จวบจนเสียงเพลงมือถือดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท หน้าจอโชว์เบอร์เพื่อนคนสนิท “นัท”
ไม่อยากรับเท่าไร แต่ไม่อยากถูกด่าลง voice mail ในเครื่องที่มีมาเป็นร้อยๆ ฉบับแล้ว
"อือ ไง"
"ไอ้คี ยังไม่ตายใช่ไหม ทำไมแม่งไม่ติดต่อมาเลยว่ะ ฯลฯ..." และคำบ่นเป็นกระบุงโกย
แต่ผมเลือกตอบคำถามแรก
"ยัง ยังไม่ตาย"
"ไอ้เวรเอ๊ย ถามเป็นชุดตอบแค่นี้ แล้วที่สำคัญทำไมเอ็งไม่รับมือถือมาเป็นสัปดาห์แล้ว" ไอ้นัทก็เป็นแบบนี้ล่ะ ปากร้ายแต่ใจดี เพื่อนรักตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย ขนาดทำงานต่างบริษัทก็ยังคงติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
"ไม่รู้ดิ" ไม่รู้จริงๆ ผมแค่ไม่อยากคุยเท่านั้นเอง
"เฮ้อ...อาบน้ำ แต่งตัวเลยน่ะโว้ย เดี๋ยววันนี้ไปกินเหล้ากัน"
"ไม่มีเงิน"
"เดี๋ยวเลี้ยงเอง แค่นี้น่ะ ทุ่มหนึ่งเจอกัน หาอะไรกินก่อนแล้วเดี๋ยวพาไปต่อ ห้ามเบี้ยว ห้ามหนีน่ะ ไม่งั้นเจอชกแน่"
"ได้" และปลายทางก็ตัดหูฉับลงไปทันที ผมถอนใจอย่างไม่รู้จะว่าไงดี
.
.
.
นาฬิกาชี้บอกเวลาที่ 18.29 แล้ว
เลข 29 เท่าอายุผมตอนนี้เลยสิ
อายุที่ใครๆ มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะลงหลักปักฐานอย่างไร เป็นวัยแห่งการสร้างครอบครัว วัยแห่งความก้าวหน้าทางอาชีพการงาน
แต่ผมกลับลาออกจากงานประจำที่ทำท่าว่ากำลังจะรุ่ง เพราะเบื่อเจ้านายที่อายุน้อยกว่าแต่แค่จบปริญญาโท ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานอะไรเลย มาชี้นิ้วสั่งทำโน้นทำนี่ ลองผิดลองถูกจนงานผมปั่นป่วนไปหมด 1 เดือนผ่านไปงานเริ่มสะสม ฝ่ายอื่นส่งงานมาแล้วตามงานไม่ได้ เพราะเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานไปๆ มาๆ ตลอด
เดือนที่ 2 ก็เป็นเหมือนเดิม ซ้ำยังถูกร้องเรียนจากหน่วยอื่นเรื่องความล่าช้า แต่ผมต้องมาทำรายงานหาข้อผิดพลาดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ
เดือนที่ 3 แย่ยิ่งกว่าเดิม ฝ่ายบุคคลเรียกผมเข้าพบ แจ้งให้ทราบว่า การทำงานของผมระยะนี้ด้อยประสิทธิภาพลงไปจากการประมวลผลใน 3 เดือนที่ผ่านมา แล้วถามว่าเกิดจากสาเหตุอะไร
ไม่ใช่แค่ผมหรอก แต่เป็นทั้งหน่วยย่อยนี้เลย ซึ่งผมรับไปเต็มร้อยมากกว่า เพราะอยู่ใกล้เจ้านายคนใหม่มากที่สุด
และวันนั้นผมก็กรอกแบบฟอร์มขอลาออกจากงานประจำ ด้วยเหตุผลว่า "ทำงานได้ไม่ดี เลยไม่อยากทำ" พร้อมทั้งส่งแบบฟอร์มขอลาพักร้อนยาวตั้งแต่วันที่ผมขอลาออก โดยที่เพื่อนร่วมงานไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย
เสร็จแล้วก็เก็บข้าวของที่มีอยู่น้อยชิ้นกลับบ้าน และไม่ได้สนใจดูว่าเจ้านายจะเซ็นหรือไม่
ผมถือว่า ผมจบลงแล้ว ความอดทนผมหมดลงแล้ว...
6 ปีเต็มในฐานะเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการขายของสถาบันการเงินชั้นนำแห่งนี้
ผมเป็นเหมือนคนเตรียมอาวุธต่างๆ ให้เซลล์ออกไปขาย เพื่อล่าอาหารชั้นดีมาให้กับทางบริษัท แต่ผมก็เป็นได้แค่รองหัวหน้าฝ่ายมาตลอด เพราะผมจบแค่ปริญญาตรี ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์หรือการทำงานอย่างเต็มที่ มันไม่เป็นผลอะไรเลยเท่าเด็กฝากที่จบ ป.โทมาคนนั้น
ผมเหนื่อย...ล้า... มาเต็มกลืนแล้ว ตอนนี้ผมแค่อยากพักก็เท่านั้นเอง
และเวลานั้นผมไม่อยากพูดอะไร หรือระบายอะไรให้ใครเขาฟัง ผมไม่ใช่คนพูดเก่งมากเท่าไรนัก ผมชอบใช้ตัวหนังสือแทนความในใจมากกว่า
นัทมันคงร้อนใจเรื่องนี้มั้ง เจ้านี้มันก็ทำแบบเดียวกับผมแต่มันเป็นคนที่เฟรนด์ลี่ คือเป็นมิตรกับใครได้ง่าย ไม่ใช่คนที่ดูอมพะนำแบบผมซะเท่าไร แถมยังลุยร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำไม่เคยหวั่น พลังเหลือเฟือยิ่งกว่าโด๊บยาเสียอีก และตอนนี้มันได้เป็น Director ไปแล้ว มันเป็นตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 28 ดีเลย คุมทั้งงานฝ่ายคิดและฝ่ายผลิต ชีวิตมันรุ่งเรืองดีผิดกับผมซึ่งย่ำอยู่กับที่และกำลังจะถอยหลังเข้าคลอง
....
"ทำไม่ทำบ้าๆ แบบนี้ว่ะ ลาออกจากงาน แถมไม่ติดต่อใครเลย"
"โทษที ลืมตัวไปหน่อย"
"เฮ้อ...นายก็แบบนี้ละว้า ไม่พูดแต่ทำเลย ตั้งแต่เรียนมหา'ลัยแล้ว"
ผมเพียงคลี่ยิ้มบางๆ ตอบรับ พลางมองดูแก้วน้ำสีอำพันที่มีก้อนน้ำแข็งลอยอยู่
ใช่ตอนนั้นไอ้นัทมีเรื่องกับเด็กวิศวะเพราะจีบสาวคนเดียวกัน เสร็จแล้วเป็นไงไม่รู้ฟิวส์ในสมองผมขาดไปเฉยๆ งั้นล่ะ เลยกระโดดลงไปชกไอ้พวกปากหมานั้นก่อนที่เจ้าของเรื่องจะลงมือซะอีก
ผลสรุปก็คือสะบักสะบอมทั้ง 2 ฝ่าย และผมก็กลายเป็นเพื่อนรักกับมันจนถึงทุกวันนี้
เพื่อนรัก หรือบางทีคนในกลุ่มยังแซวว่าผมเป็นเมียมันเลย ซึ่งส่วนตัวก็ไม่ถืออะไร ดีซะอีกพวกเกย์ กระเทย กระเทียมจะได้ไม่มาเกาะแกะวุ่นวายในชีวิตผมให้มากขึ้นไปยิ่งกว่านี้ มันเป็นตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมแล้ว ผิดแค่ช่วงนั้นมีแคทเพื่อนสาวที่ปากเป็นไฟคอยไล่พวกนี้ให้ออกไปห่างๆ ตลอด ซึ่งพอเข้ามหาวิทยาลัย ผมก็ห่างจากเธอไป เพราะไม่ได้เรียนที่เดียวกันแถมคนละสาขาวิชา เลยเหมือนถูกแยกกันไปโดยปริยาย
ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมแต่คนชอบบอกว่าผมน่ารัก อาจเป็นความสูงแค่ 170 ซ.ม. หรือว่าหน้าผมที่มีแก้มเยอะเกินไป หรือว่าฟันกระต่ายคู่ อันนี้ผมก็ไม่รู้ได้ หน้าผมไม่ใช่แบบตี๋อินเทรนด์ในตอนนี้เสียหน่อย
“แล้วจะทำไงต่อไปว่ะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน”
“เฮ้อ....”
“หึ หึ หึ นายจะถอนใจแทนฉันทำไมฮ่ะนัท ตอนนี้ฉันยังไม่กลุ้มเลย”
“เออ เออ เอ็งเก่ง แล้วทำไมนายไม่บอกอะไรกิฟท์บ้างล่ะ รู้ไหมคนรักแกโทรมาร้องไห้กับฉันทุกวันเลย หลังรู้ข่าวว่านายลาออกจากงานแล้ว แถมไปที่คอนโดนาย นายก็ไม่อยู่ทำตัวหายเข้ากลีบเมฆไปเลย”
“หือ” ผมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจนิดหน่อย กิฟท์เป็นคนรักผมเหรอ ผมไม่รู้สึกอะไรกับเธอซะหน่อย เธอมาชอบผมและขอคบกันตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เราแค่มีความสัมพันธ์กันเฉยๆ ตามประสาวัยรุ่น แต่สิ่งที่เรียกว่า ”รัก” น่ะ มันไม่มีในสัมผัสเหล่านั้นเลย
กิฟท์ไม่เคยรู้จักอารมณ์ จิตใจ และความต้องการจริงๆ ของผมเป็นไง เธอเห็นผมแค่ภายนอกและก็บอกว่ารักผมเข้าแล้ว
ช่วงในวัยเรียนนั้นผ่านไปอย่างระหองระแหงเต็มที่ จนเธอมาขอแยกทางหลังจบการศึกษาซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไรอีก เธอบอกว่า “คีไร้หัวใจ คีไม่เคยรักกิฟท์เลย” ผมก็ทำหน้าที่แฟนเต็มที่แล้ว ทั้งกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง ซื้อของขวัญให้ มีเซ็กซ์ที่สร้างความพึงพอใจให้กันทั้ง 2 ฝ่าย แล้วจะเอาอะไรอีก ผมไม่เข้าใจผู้หญิงจริงๆ เลยให้ตายสิ แต่ผมไม่รู้สึกอะไรที่เรียกว่า “รัก” กับเธอจริงๆ นี่นา
แต่หลังจากทำงานมา 2-3 ปี เราก็มาเจอกันอีกที เธอยังบอกว่ารักผมมาตลอด และขอโอกาสคบกันใหม่ ผมก็ไม่ว่าอะไร การมีคู่นอนน่ารักแบบกิฟท์นี่ ผมว่ามันก็ดีออก ช่วยระบายความอัดอั้นในตัวเองดีกว่าใช้มือตั้งเยอะ เธอพยายามเอาใจใส่ดูแลผมสารพัด และเธอก็วาดหวังจะแต่งงานด้วยกัน
ผมไม่ว่าอะไร จะแต่งคงได้มั้ง อายุขนาดนี้ใครๆ เขาก็แต่งงาน รักไม่รักผมไม่สน มันคงไม่เป็นไรหรอก เรื่องแบบนี้อาคีจมีแค่ในนิยายก็ได้ เรื่องของความรักแท้น่ะ
“ก็อยู่ตลอดนะ”
“แล้วทำไมกิฟท์ไปหาแล้วไม่เจอนาย พอไปคอนโดก็ปิดไฟตลอด กดกริ่งเรียกก็ไม่เห็นออกมา”
“อือ ฉันเสียบไอพอดอยู่ทั้งวัน เลยไม่ได้ยินอะไร”
“เสร็จแล้วก็นั่งทำคอมที่เตียง โดยจุดแต่เทียนใช่ไหม”
ผมพยักหน้ารับ นัทมันรู้ใจผมจริงๆ ด้วย ว่าเวลาผมกลุ้มใจ ผมชอบแสงเทียนมากกว่านีออน มันดูอ่อนโยนและโอบอุ้มทำให้ผมอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
“นายยังไม่ได้ให้มีคีย์การ์ดห้องกับกิฟท์ใช่ไหม”
“อือ”
“คบมาตั้งนาน จวนจะแต่งงานกันแล้วแต่ยังไม่ให้คียการ์ดกันอีก ทำไมหรือว่ายังไม่รักเธอเลย”
ผมหรุบตาลงต่ำ แทนคำตอบรับว่าใช่ พร้อมทั้งกระดกแก้วเหล้าเข้าปาก ก่อนมันจะจืดไปกว่านี้ ถ้าผมจะให้คีย์การ์ดห้องนี้กับใคร ผมคิดว่าคนเดียวที่สมควรได้ในตอนนี้ คือ นัท…เท่านั้นเอง
คนรู้ใจผมมากที่สุด เพียงแต่นัทไม่เคยขอ ไม่เคยล้ำเส้นแห่งความเป็นเพื่อนเข้ามาก้าวก่ายชีวิตผม
ผมก็เลยไม่รู้จะยกคีย์การ์ดให้มันทำไม แต่ถ้าให้ไปจะเกิดอะไรขึ้น ผมยังไม่อยากคิดเรื่องแบบนี้ให้เปลืองเนื้อที่ในสมอง
เสียงนัทถอนใจยาวก่อนจะถามต่อไปว่า “จะให้ติดต่อกิฟท์ไหม”
“ไม่ ไม่อยากคุยด้วยตอนนี้”
“เออ...แล้วหางานอะไรทำยัง”
“ยังไม่ได้หา ไม่รู้จะทำอะไรดี”
“อือ เอาจ็อบที่ฉันมีไปทำแก้เบื่อไหม”
“ขออีกสักพักละกัน”
ผมดีใจที่นัทเปลี่ยนเรื่องไปเสียได้ เราคุยกันเรื่องกิฟท์มาตั้งหลายครั้ง และผมก็บอกจุดยืนของตัวเองไปแล้ว ผมไม่เคยเริ่ม ไม่เคยเดินเรื่องหรือสานสัมพันธ์อะไรมากมาย ผมทำตามหน้าที่ของผู้ชายก็เท่านั้น เธอให้มาทั้งตัวแบบนั้นผมก็สนองเธอไปตามสมควร นัทมันก็รู้และเคยบอกกิฟท์ไปหลายหนว่าให้ตัดใจซะ แต่เธอก็ดื้อเกินกว่าใครจะเตือนได้ เรื่องของเราเลยคาราคาซังอยู่จนถึงทุกวันนี้
“แล้วนายชวนมากินเหล้าที่นี่ วันนี้มีอะไรหรืออยากคุยเรื่องที่ฉันลาออกเท่านั้น” ผมมองรอบๆ ตัวอย่างประหลาดใจ ที่แบบนี้ไม่เหมาะจะคุยกันมากเท่าไร แถมวันนี้คนดูแน่นร้านเป็นพิเศษ
“ใช่ ฉันรู้ว่านายเซ็งหัวหน้าใหม่ แต่ไม่นึกว่าจะลาออกมาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยแบบนี้นี่หว่า แต่ช่างมันเหอะ นายก็เซ็นใบไปแล้วนี่หว่า วันนี้เลยชวนมาดูไลฟ์แก้เบื่อ มือกีตาร์คนนี้เจ๋งโคตร เลยนะจะบอกให้”
“อือ” นัทมันเปลี่ยนเรื่องเร็วมาก มันรู้ว่าอะไรก็ตามที่ผมทำลงไปไม่มีวันถอยหลังกลับมาหรอก มีแต่เดินหน้าต่อไป หรือไม่ก็เปลี่ยนเส้นทางไปเลย แถมพูดไปก็ใช่ว่าอะไรจะดีขึ้น
“วงชื่ออะไร” ผมต้องตะโกนถามไป เพราะเสียงคนเริ่มดังขึ้น เสียงกรีดร้องจนฟังไม่ได้ศัพท์
“moo-na “ นัทตะโกนตอบมา