ดวงชะตา

posted on 04 Nov 2009 23:02 by weewee  in PRIVATE

การทำนายทายทัก  โหราพยากรณ์  ศาสตร์แห่งดวงดาว  มหาทักษา  และหลากหลายศิลปะในการทำนายทายทัก

หลายคนเชื่อ  หลายคนไม่เชื่อ  หลายคนเฉยๆ  ไม่สนใจ

ส่วนตัวสนใจในเรื่องนี้  แต่ไม่ได้ถึงงขั้นปรี๊ดปรอทแตก  หมอดูคนนี้ดังฉันต้องไปพิสูจน์ความแม่น  การพยากรณ์แบบใหม่ออกมา  ต้องตรงหรี่เข้าพิสูจน์

แค่ศึกษาโดยคร่าวๆ  อ่านข้อมูลความรู้  หากมีใครทักว่าไม่ดีนะช่วงนี้แล้วให้ไปทำอะไรแปลกๆ ล่ะก็ไม่มีทางแน่

แต่ให้ไปสวดมนต์  ไหว้พระ  ตักบาตรทำบุญล่ะก็  ไม่ปฏิเสธ 

 

เวลาเราไม่สบายใจ  ทุกข์  กระวนกระวาย  ประสบปัญหาใดๆ ก็ตาม

การสวดมนต์ระลึกถึงพระพุทธคุณ  พระสังฆคุณ  พระธรรมคุณ  ย่อมเป็นตัวยึดเหนี่ยวให้จิตเราไม่ตกลงไปในห้วงแห่งความทุกข์มากยิ่งขึ้น

การดูดวง  ก็เหมือนการกำหนดแผนงานโดยคร่าวๆ ของชีวิต

แต่การลงรายละเอียด  หรือการปลูกสร้างสิ่งต่าง  เราที่เป็นเจ้าเรือน  หรือเจ้าของบ้านหลังนี้เป็นผู้กำหนด

ใช้สติในการอ่านดวง  การฟังคำทำนายจากหมอดู  นักพยากรณ์  ให้ใช้ใจเป็นกลางในการรับฟังวิเคราะห์  สิ่งต่างๆ มันออกมา

 

วันนี้มีสวดนพเคราะห์ถวายพระราหู  ที่เคลี่ยนที่ออกจากราศีกรกฏไปยังราศีธนู

ที่บ้านรู้สึกไม่สบายใจ  เพราะมีผลกระทบในดวงตัวเองต่อหน้าที่การงานที่ทุกคนยังมีปัญหาคาราคาซัง  แก้ไขไม่รู้จักจบว่างั้นก็ได้

เลยไปทำบุญตักบาตร  ถวายสังฆทาน  กรวดน้ำ  แล้วก็สวดมนต์ไหว้พระที่บ้าน

แค่นี้ก็เป็นการสร้างกำลังใจที่ดี  ให้แก่ตัวเองไม่ใช้เหรอ  ในการสร้างสติที่ต้องออกไปเผชิญหน้ากับหน้าทีการงานในวันต่อๆ ไป

 

 

 

 

เป็นนิยาย YAOI เนื้อหาชายรักชาย

ไม่ชอบก็ให้ผ่านไปซะ

***

วงชื่ออะไร  ผมต้องตะโกนถามไป  เพราะเสียงคนเริ่มดังขึ้น  เสียงกรีดร้องจนฟังไม่ได้ศัพท์“moo-na “

นัทตะโกนตอบมา

 ......

 

สิ้นเสียงตอบ พร้อมเสียงพิธีกรประกาศแนะนำวงดังลั่นเป็นภาษาไทยและญี่ปุ่น อ่ะ วงญี่ปุ่นเหรอ นัทนี่มันช่างสรรหาดนตรีแปลกๆ มาฟังจริงๆ เลย ให้ตายสิ

และเมื่อเสียงเพลงแรกขึ้นมา พร้อมๆ กับร่างของมือกีตาร์ที่นัทชี้โบ้ชี้เบ๊ให้ดู ในหัวผมก็ขาวโพลนไปหมด “หมอนั่นนะสุดยอดเลยนะโว้ย”

ตอนนี้ผมคิดอะไรไม่ออกแล้ว สายตาของผมไม่อาจละไปมองจุดใดได้อีกเลย นอกจากร่างสูงเพรียวในชุดหนังดำกรุยกรายกับกีตาร์คู่ใจ ใบหน้าเรียวยาวแบบคนที่มีเชื้อสายตะวันตกนั้นถูกล้อมกรอบไปด้วยเรือนผมสีแดงเพลิงยาวทอประกายล้อแสงไฟ ในท่วงท่าลีลากรีดกรายแต่เฉียบคมเร่าร้อนเวลาแสดง เสียงร้องก็แสนจะเซ็กซี่ วินาทีนี้ ผมคงคิดอะไรไม่ออกนอกจากคำว่าเสียงเซ็กซี่นี้ล่ะที่น่าจะเหมาะสุด

แต่สิ่งสะดุดตาที่สุดในเครื่องหน้านั้น คือดวงตาสีน้ำตาลเฉี่ยวคมจนเหมือนมองทะลุใจใครๆ ลงไปก็ได้คู่นั้นมากกว่า

ทุกคนตะโกน กรีดร้อง กระโดดโลดเต้นไปมาตามเสียงเพลง

ซึ่งผมไม่อาจขยับเขยื้อนได้ เท้าผมคล้ายถูกตรึงไว้ หูผมถึงได้ยินแค่เสียงกีตาร์ และสายตาที่เหมือนจ้องมาหาผมเป็นพิเศษ ….บางทีเขาอาจคิดก็ได้น่ะ ว่ามีหุ่นไล่กาที่ไหนก็ไม่รู้มายืนอยู่กลางผับ...เออ น่าขายหน้าจัง

แต่แววตาแบบนั้น พร้อมทั้งมือที่เหมือนชี้มาทางผม และพูดอะไรก็ไม่รู้ ทำไมถึงเรียกเสียงกิ๊วก๊าวได้น่าดู จนผมได้ยินเสียงคนข้างๆ แปลออกมาท่อนหนึ่งให้เพื่อนเขาฟังว่า

“…สงสัยไลฟ์ครั้งนี้จะทำให้ผมตกหลุมรักใครบางคนแล้วล่ะ อ่ะที่อยู่ตรงนั้นไง”

มิน่าสาวๆ เลยกรี๊ดน่าดู แต่ตรงนั้น ตรงไหนล่ะ เอ๋...ที่หมอนั้นชี้มือมาก็ตรงผมกับนัทยืนอยู่ด้วยกันไม่ใช่เหรอ แค่คิดเท่านั้นใบหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที

ไม่สิคงไม่ใช่ตัวผมหรอก คงเหมือนคนบ้าแน่ถ้าคิดเข้าข้างตัวเองแบบนี้ เขาคงชี้ไปมั่วๆ เพื่อเรียกเสียงกรี๊ดจากบรรดาแฟนเพลงมากกว่า ก็ตัวผมไม่ได้ทำอะไรให้เด่นสะดุดตาซะนิด ได้แต่ยืนแข็งทื่ออกจะปานนั้น แล้วมือกีตาร์คนนั้นจะเห็นผมได้ยังไง คนที่แตะตาผู้คนสมควรจะเป็นนัทมากกว่าเสียอีก เพราะนัทสูงกว่าคนดูตรงหน้าเวทีเกือบทั้งหมด อย่างที่ว่าตัวผมได้แค่แสดงความรู้สึกเท่านั้น ตอนเพลงช้าที่เขาร้องก็เศร้าจนน้ำตาผมไหลไม่ยอมหยุด เพลงมันส์ก็ทำเอาใจผมโลดแล่นไปไหนต่อไหน และยิ่งในเพลงที่ส่งเสียงออกมายั่วยวนให้คนเคลิ้มไหว ก็เล่นเอาผมหวิวไปทั้งตัว ทั้งหมดทั้งมวลนี้ผมโทษเสียงกีตาร์ลีดตัวนั้นล่ะ ที่ทำเอาผมสติผมกระเจิดกระเจิงแบบนี้

 

ไลฟ์ 2 ชั่วโมงเต็มหมดไปอย่างที่ผมไม่รู้สึกตัว พร้อมทั้งช่วงอังกอร์ซึ่งผมก็ตะโกนร้องเรียกอย่างสุดเสียงแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน เพื่อให้พวกเขาออกมาอีกครั้ง จนนัทหันมามองอย่างประหลาดใจ “เห เกิดไรขึ้น” แต่ผมไม่สนหรอก ผมอยากเห็นเขาบนเวทีอีก เห็นเขาให้นานอีกนิดเท่าที่จะทำได้ เพื่อภาพนี้จะได้ประทับลงไปในใจให้มากสุดเท่าที่จะมีที่เก็บได้และพวกเขาก็ออกมาตามคำขอ มาทำให้ความฝันนี้ยาวนานขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง

...

.

.

.

ไลฟ์จบแล้ว การแสดงยุติลงแล้ว แต่ชีวิตผมยังคงดำเนินต่อไปสินะ ผมยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่พร้อมส่งรอยยิ้มและคำพูดจากใจไปให้คนข้างตัว

“ขอบใจมากนัท เป็นไลฟ์ที่ฉันประทับใจมากจริงๆ”

“ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ก็ว่างั้นล่ะ นายยังกับโดนร่ายมนต์ใส่จนฉันประหลาดใจไปเลย”

ผมยิ้มรับคำที่นัทพูด มันก็คงใช่มั้ง

“มานี่มา เดี๋ยวจะร่ายมนต์ให้นายทึ่งยิ่งกว่านี้อีก” “หือ อะไร”

“ตามมาเถอะน่า” พูดจบนัทก็โอบบ่าผม พร้อมใช้ความเป็นคนตัวใหญ่ไหล่หนาสูงตั้ง 180 ซ.ม. ดันตัวฝ่าฝูงคนออกมาทางประตูหลังร้านที่ปิดป้าย -ห้ามผ่าน- พร้อมยักคิ้วข้างหนึ่งอย่างเจ้าเล่ห์ ไอ้หมอนี่ก็เป็นแบบนี้ทั้งปี ชอบทำเรื่องประหลาดใจบ้าๆ บอๆ อยู่เรื่อย

...

แต่สิ่งที่มันทำ เล่นเอาผมเกร็งไปทั้งตัว

ก็ไอ้นัทมันลากผมมายังปาร์ตี้นักดนตรีหลังเลิกการแสดงนะสิ แถมทักทายคนนั้นคนนี้อย่างสนิทสนม ดูๆ ไปนัทก็เหมือนนักดนตรีอยู่แล้ว หน้าตี๋แต่ดูเข้มแบบ Bad Boy ย้อมหัวทอง เจาะหู สักแขน และสุดท้ายกล้ามเนื้อแบบซิคแพคที่มันชอบปลดกระดุมออกโชว์ทั้งสาวแท้ และสาวเทียม เพื่อเรียกร้องความสนใจ ซึ่งมันก็ทำได้ดีมาตลอด

“รุ้จักกันได้ไงเนี่ย” ผมถามขึ้นมาเบาๆ พร้อมอาการหวิวๆ ในอก ซึ่งผมคิดว่าคงเป็นผลต่อเนื่องจากการดูไลฟ์ละมั้ง

“อ้อ เคยทำงานร่วมกันมาน่ะ ใจเย็นๆ เดียวแนะนำให้ ไม่ต้องเกร็งน่า”

ตอนนี้หน้าผมคงเหวอน่าดูละสิท่า นัทมันถึงหัวเราะร่วน

“จำงานแรกที่ฉันได้รับรางวัลไหม เมื่อ 3 ปี ที่แล้ว”

ผมพยักหน้าว่าจำได้งานนั้นสุดยอดมากทั้งเนื้อหา นักแสดง โปรดักท์ชั่น และดนตรีประกอบ

อ่ะ ดนตรีประกอบสไตล์แบบนั้นมันคล้ายๆ ที่ moo-na เล่นนี่น่า

 

“ตอนนั้นฉันได้ซีดีที่สุงิโนะเล่นกีตาร์ และรู้ว่าหมอนี้ล่ะที่จะทำงานนี้ได้ประสบความสำเร็จแน่ๆ เลยตัดสินใจบินไปญี่ปุ่นเพื่อขอร้องให้มาทำเพลงประกอบให้”

“อ้อ” ผมลากเสียงยาวตอบ เข้าใจกับนิสัยห่ามๆ ของไอ้นัทดี ลองตัดสินใจทำอะไรแล้วลุยไม่มียั้ง เหมือนเหยียบคันเร่งจนจมมิดไปเลยล่ะถึงจะพอใจ

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ใช่นายไปคุกเข่าอ้อนวอน แถมทำท่าเหมือนจะฆ่าใครตายได้ถ้าฉันไม่ยอมมาโปรดิวซ์งานนี้ให้ไม่ใช่หรือไง” ภาษาไทยแปร่งๆ หู ดังขึ้นข้างๆ พร้อมกลิ่นน้ำหอมลอยฟุ้งมาแตะจมูกก่อนเห็นตัว

มือกีตาร์ร่างสูงที่เรากำลังคุยถึงอยู่แหม่บๆ จงใจหย่อนตัวลงมานั่งข้างๆ ผม ในขณะที่โซฟาอีกตัวก็ว่างอยู่ ทำเอาผมวางสีหน้าแทบไม่ถูกเลยก็แล้วกัน

“แหม มันก็ไม่ได้ถึงกับจะฆ่าใครสักหน่อย แต่งานนั้น ฉันมั่นใจว่าต้องนายทำเท่านั้นถึงจะ perfect สุด ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ทั้งๆ ที่ฉันไม่เคยทำงานเพลงประกอบโฆษณามาก่อน โห... มั่นใจน่าดูเลยนะ” ร่างสูงเอนตัวลงผิงโซฟาพร้อมเหยียดแขนวางพาดบนพนักโซฟาคล้ายจะโอบบ่าผมเข้าไป

“ชัวร์ เซ้นส์ฉันไม่เคยพลาดแน่นอน”

ใช่เรื่องแบบนี้เป็นพรสวรรค์ของนัทจริงๆ ผมเห็นด้วยกับคำตอบนั้น

“โอเค ฉันยอมรับล่ะว่านายมันบ้า แล้วนายจะไม่แนะนำคนที่นายพามาหน่อยหรือไง”

“อ่ะ โทษที หมอนี่ คีตะ เรียกคีก็ได้ เพื่อนสนิทตั้งแต่มหา’ลัยของฉันเอง ที่เคยเล่าให้สุงิโนะฟังไง”

เสียง “ไฮ” ดังรับจากรอบข้างๆ พร้อมทั้งผงกหัวทักทาย

ผมก็ได้แต่ยิ้มรับ และก็พยักหน้ารับคำทักทายเหล่านั้น แต่ชื่อคนผมคงจำไม่ได้หรอก มันออกเสียงคล้ายๆ กันไปหมด แต่คนสุดท้ายที่นัทแนะนำคือ สุงิโนะ ยูคิ มือกีตาร์ที่วาดลวดลายอย่างเย้ายวนอยู่บนเวที

หมอนั่นยื่นมือมาให้ผมจับ

“ชื่อนายเพราะดี แปลว่าอะไรล่ะ”

“แปลว่า ร้องเพลง”“

งั้นก็แสดงว่านายร้องเพลงเก่ง”

“เปล่า” ผมพยายามดึงมือนั้นออกมาอย่างสุภาพ แต่แววตาที่เต้นพราวนั้นมันทำให้สมองผมพร่าเลือนยังไงก็ไม่รู้ โอ๊ย......ผมเป็นอะไรไปน่ะ ทั้งที่มือนั้นไม่ได้จับกันแล้ว ทำไมมือผมยังดูเหมือนร้อนผ่าวอยู่เลย ผมไม่เข้าใจจังกับอาการเหมือนเด็กอายุไม่ถึง 16 แบบที่ผมกำลังเป็นอยู่

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ที่จริงแล้ว หมอนี่ไม่พูดจน 2 ขวบกว่าต่างหาก เขาเลยตั้งชื่อให้แก้เคล็ด เห็นแม่มันบอกอย่างงั้นล่ะ” ดูสิไอ้นัทมันเผาผมอีกแล้ว

“หือ ยังงั้นเหรอ นัทชื่อนายก็ความหมายดีนิ”

“อ้อ ณัฐกาล เวลาแห่งผู้มีความรู้น่ะเหรอ มันก็ธรรมดาจะตาย พ่อแม่ชอบตั้งชื่อความหมายดีๆ ให้ลูกๆ อยู่แล้ว”

แล้วเราก็คุยสัพเพเหระกันต่อไป ผมขอบอกเลยว่า งานนี้ทั้งเหล้า เบียร์ บุหรี่เพียบ กับแกล้มมีไม่อั้น อย่างกับยกมาแจกคนเป็นกองทัพเลยก็ว่าได้ และเพื่อนซี้ที่นั่งข้างๆ ผมก็ได้อันตรธานหายหัวหลังจากฝากฝังผมไว้กับสุงิโนะ นัทมันก็แบบนี้ทุกทีละ ออกไปคุยกับคนอื่นอย่างเฮฮาได้ตลอดเวลา

ผมเห็นคนมาทักทาย และชวนสุงิโนะดื่มตลอด แต่ว่าหมอนี่ได้แต่ยิ้มๆ แล้วยกเบียร์จิบนิดๆ พอเป็นพิธี พร้อมปฏิเสธที่จะขยับตัวไปไหน เขาคงเหนื่อยแน่นอนออกจะเต็มที่กันซะขนาดนั้น

“sabishii ka?”

“หือ อะไรเหรอ”

“ตอนท่อนที่ชั้นร้อง แล้วนายร้องไห้ไง”

ผมอึ้งไปเลย เขาเห็นผมตอนร้องไห้ ทั้งๆ ที่อยู่บนเวทีนี่น่ะ

“มันแปลว่าเหงา นายคงเหงามากเลยใช่ไหม? อยู่คนเดียวมานานเกินไปหรือเปล่า?”

“ป่ะ เปล่า”“

แต่นายร้องไห้ ทั้งที่ไม่เข้าใจความหมายของเพลง สีหน้า แววตานายมันเจ็บปวดมากรู้ตัวบ้างไหม หือ” “ไม่ใช่ ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”

“อ่ะนะ...เมื่อตอนอยู่บนเวทีแล้วเห็นนายเป็นอย่างนั้น ฉันได้แต่ภาวนาว่าหากการแสดงจบลงแล้วได้เจอนายอีกสักครั้ง ฉันจะขอขอพูดอะไรบางอย่าง”

แปลกคนจัง ต้องถึงขั้นภาวนาให้ได้เจอกันเลยหรือไง แต่อย่างว่า...ผมไม่ได้ขัดออกไปหรอก เพียงถามแค่ว่า “แล้วคุณอยากพูดอะไร”

“อยากพูดว่า ตอนนี้นายไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก และนายมีฉันที่นั่งอยู่เคียงข้าง อาจเป็นคนแปลกหน้าเพราะเพิ่งเจอกัน แต่ฉันก็ไม่รังเกียจหากนายอยากระบายอะไรออกมาบ้าง ฉันยินดีรับฟังในทุกเรื่องถ้าสามารถลดทุกข์ในใจนายลงได้บ้าง”

คำพูดเรียบๆ ของคนที่เห็นหน้ากันไม่เท่าไร แต่เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ

…เหงา...โดดเดียว...เคียงข้าง...รับฟัง...

ผมส่ายหน้าปฏิเสธไปอย่างสุดชีวิต “มากับนัท ไม่ใช่มาคนเดียวซะหน่อย”

“นัท? แล้วทำไมดูเหมือนนายถูกทิ้งให้ยืนอยู่ลำพังขนาดนั้นได้ล่ะ”

ผมเหยียดยิ้มออกมา คนอย่างไอ้คีน่ะ เป็นสิ่งแปลกแยกของสังคมอยู่แล้ว เงียบเฉย ไม่พูด แต่แค่ทำงานเก่ง อ่ะ ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่ายอมทำงานหนักแบบวัวควายเพื่อให้เขายอมรับกันน่าจะถูกมากกว่า

 

ขณะที่ความคิดผมกำลังจะล่องลอยไปไกลกว่านี้ ก็ต้องหยุดชะงักด้วยสายตาเฉียบคมที่จ้องเหมือนเลเซอร์เจาะทะลุลงไปได้ในทุกสิ่ง

“คำตอบล่ะ”

“แค่ไม่คุ้นกับคนเยอะๆ” ผมเสหน้าไปมองทางอื่นเมื่อตอบจบ ใช่...นี่เหละคำตอบปกติซึ่งคุ้นปากเวลาคนอื่นถามว่าทำไมผมถึงทำตัวแปลกแยก แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อใบหน้าสัมผัสถึงปลายนิ้วสากที่ยื่นมาปัดเส้นผมที่ระอยู่บริเวณแก้ม

“อ่ะ” ตรงนั้นร้อนอย่างกับใครเอาเหล็กเผาไฟมานาบ

“ทนมานานสิน่ะ ขนาดคนใกล้ตัวสุดยังไม่รู้เลยว่านายอึดอัดแทบหายใจไม่ออกแบบนี้”

ผมเม้มปากแน่น ใช่ ไม่มีใครรู้จักผมดีหรอก “แล้วคุณจะรู้เหรอ” “ก็รู้สึกว่าเหงา แล้วก็อยากเรียนรู้อย่างอื่นด้วย”

“หึ อยากเรียนอะไรไม่ทราบ”

ดวงตาสีน้ำตาลคู่ที่จ้องพราวระยับ เหมือนขบขันกับคำถามของผม ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยพร้อมคำพูดเบาๆ “ก็อยากรู้จักตัวตนของนายไง”

ผมแทบจะไม่รู้สึกตัว ตอนใบหน้าเรียวงามคู่นี้ก้มลงมาใกล้ หมอนี่คงสูงไล่ๆ กันกับนัท “ตาสวยจัง เหมือนตาแมวเลย...” คำพูดที่ผมรำพึงออกมาอย่างไม่รู้สึกตัว เหมือนเป็นตัวขัดจังหวะต่อบรรยากาศแปลกๆ ที่เริ่มก่อขึ้นโดยไม่ตั้งใจ จนเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากคนตรงหน้าได้

ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองใกล้ชิดกับสุงิโนะคนนี้มากเกินไป เลยพยายามกระเถิบตัวออก แต่หมอนั้นกลับพูดขึ้นมาว่า

“ฉันมีไวน์ดี แต่ไม่เหมาะจะดื่มในที่แบบนี้ ไปหาที่อื่นดื่มกันไหม”

ช่วงเวลาที่เหมือนจะทำให้ผมขาดอากาศหายใจ ดูเหมือนจะสะดุดลงด้วยคำชวนนั้น ผมรู้สึกว่าหากตอบรับไป อะไรบางอย่างอาจถูกทำลาย หรือเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง แต่ผมก็คิดหาเหตุผลอะไรไม่ออก ระบบเตือนภัยภายในผมดูท่าว่ามันจะชำรุดเอาการอยู่

“ไม่ดีกว่า ผมไม่ค่อยรู้จักที่ดีๆ ลองถามนัทดูน่าจะเวิร์คกว่า”

“งั้นคลับชั้นบนของโรงแรมที่ฉันพักไหม วิวสวยใช่ย่อย” แถมไม่พูดเปล่า ยังส่งแววตาอ้อนวอนมาตลอดเวลาผมส่ายหน้าไม่รับคำชวน

“ที่หรูแบบนั้น ผมไม่ชิน...”

“ทำไม นายกลัวอะไร บอกฉันมาสิ”“

เปล่า เหล้าที่นี่ก็มีตั้งเยอะดื่มแค่นี้ก็น่าจะพอ เท่านี้ผมก็มึนใช่ย่อย อยากกับคอนโดเสียด้วยซ้ำ”

“แค่ทำให้เมาแต่ไม่ทำให้เราได้โอบกอดความสุขแห่งรสชาติที่ปลายลิ้นได้จริงๆ เสียหน่อย”

ผมเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ สุงิโนะเป็นคนญี่ปุ่นไม่ใช่เหรอ ทำไมใช่ภาษาไทยได้ดีนัก แต่คนตรงหน้าได้แต่คลี่ยิ้มหวานมาให้ “งั้นไปดื่มที่ห้องคีแทนได้ไหม”

“ห้อง...คี?” ทำไมใช้สรรพนามที่สนิทสนมกันแล้วล่ะ ผมเริ่มสับสนกับหมอนี่แล้วสิ

“ไวน์ดีต้องมีคนรู้ใจช่วยกันดื่ม ดื่มคนเดียวมันคงเสียใจที่ไม่ได้อวดความสามารถแท้จริงให้คนอื่นได้เห็น” “ก็พวกเพื่อนนายสิ”

“พวกขี้เมา ลิ้นแข็ง คอไม่เอาอ่าว” โห บทสรุปที่ดุเดือดจัง

“ทำไมต้องเป็นผม” แววตาผมคงงุนงงมากสิ น้ำเสียงที่ตอบกลับมาฟังดูอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ

“ธรรมชาติจากภายในอันละเอียดอ่อนของคี น่าจะรับรู้เรื่องเหล่านี้ได้ดี เชื่อฉันสิ ฉันมองอะไรไม่ผิดหรอก เราไม่ใช่เด็กด้วยกันทั้งคู่ ประสบการณ์ชีวิตที่มีมาจะทำให้เรารู้ได้ว่าไวน์นี้อร่อยเพียงไหน”

คำตอบจากสุงิโนะไม่ได้สร้างความกระจ่างชัดอะไรให้ผมเลย แต่ที่รู้คือผมบอกลาคนในงานเลี้ยง จากนั้นก็ฝากคนอื่นให้บอกนัทว่า “คีกลับก่อนเพราะเมา” แล้วเดินออกมาพร้อมผู้ชายร่างสูงผมสีแดงเพลิง ความละล้าละลังผุดขึ้นมาในใจ

-มันสมควรไหมที่จะให้คนแปลกหน้าเข้าห้อง--

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป-

-คนอื่นเขาจะว่าไง-

-นัทจะเข้าใจผิดไหม-

และคำถามอีกร้อยแปดพันเก้าที่ประดังประเดเข้ามาในใจ ก่อนร่างสูงกว่าผมหันควับกลับมา “TEXI มาแล้วคีต้องบอกทาง”

“อ่ะ”

ไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรต่อไปได้ ตัวเองก็นั่งอยู่ในรถเท็กซี่เรียบร้อยและกำลังตั้งหน้าตั้งตาบอกทางกลับคอนโด ตะกอนซึ่งตกค้างอยู่เมื่อครู่ ถูกแทนที่ด้วยคำถามของคนช่างซักเวลารถขับผ่านสถานที่ต่างๆ ผมเหมือนถูกบังคับให้เป็นไกด์โดยกลายๆ แต่เป็นไกด์แนะนำชีวิตทั่วไปของคนเมืองกรุง ซึ่งก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงของผมเลย

....

 

edit @ 31 Oct 2009 13:47:21 by weewee

ขึ้นกระทู้แปลกๆ คงมาจากแฟชั่น  ไลฟ์สไตค์รอบๆ ตัวมั้ง

ไม่ใช่คนทันสมัยแน่ๆ ตัวเอง  เห็นคนทันสมัยที่ไม่ได้ดูสภาพตัวเองแล้วน่าอนาถพิกล

แต่ไม่ใช่คนเชยเฉิ่ม  จนล้าสมัย  หยุดตัวเองไว้ที่สาววัยแว่วหวานแน่ๆ

เป็นแค่คนร่วมสมัย  ปรับชีวิต  วิถีทางให้อยู่ในกระแสได้

 

มันก็ยากในการทำใจที่ต้องเป็นคนล้าหลังคนอื่นในบางสิ่ง

แต่มันก็ดีตรงที่เราจะได้ใช้สมองพิจารณาตลอดเวลาว่าอะไรควรหรือไม่ควร

มีการชั่งตวงวัด  วัดทั้งใจ  วัดทั้งเงินในกระเป๋า  ว่าทุกสิ่งต้องไม่ทำให้เราลำบากจนเกินกำลัง

 

อยากเป็นคนนำสมัย

ไม่ใช่การแต่งตัวนำสมัยจนล้ำยุคนะ

แต่มีความคิดที่นำสมัย  สามารถเป็นผู้ชี้นำ  ฉุดดึง  สร้างแบรนค์  วางแผนทางธุรกิจได้อะไรประเภทนั้น

 

เรื่องจริงมันไม่ใช่นะสิ  ตัวเองไม่ใช่คนมีความคิดได้กว้างไกลขนาดนั้น

แถมความพยายามในการสร้างแรงกระตุ้นให้ตัวเองก็ต่ำเกินในความคิด

คงเป็นได้แค่คนร่วมสมัย ใช้ชีวิตอย่างสุขบ้าง  ทุกข์บ้าง  ก็เท่านั้นเอง

 

 

 

เสียใจ

posted on 20 Oct 2009 22:58 by weewee  in PRIVATE

หากว่าคุณเคยทำให้ใครเสียใจ  วันหนึ่งคุณก็ต้องเสียใจจากคนที่คุณมอบความหวังดีให้

เสียใจ  เสียดาย  เสียความรู้สึก

"เสีย"  คือ สิ่งไม่ดี  สิ่งที่หาย  และผุผังกัดกร่อน

 

ใช้ชีวิต  ใช้สติ  ใช้ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผ่านมา

คิด  พิเคราะห์  เตือน  ตัวเอง

ไม่ต้องไป "เสีย" อะไร 

 

เพราะลมหายใจใครก็คือของมัน

ไม่มีใครเจ็บ  ปวด  คิด  หวัง  กระทำ  ได้เหมือนกัน

เกิดมาเวลาเดียวกัน  ยังมีชีวิตที่ต่างกัน

นับประสาอะไรกับชีวิตรอบตัวเราที่ต้องเจอะเจอหลายอย่าง  หลายเหตุการณ์

 

คงต้องปล่อยความเสียใจนั้นออกไป

ช้าบ้าง  เร็วบ้าง  อยู่ที่เราจะสร้างเกราะขึ้นมาห่อหุ้มใจได้รวดเร็วเพียงไร

ชีวิตของใครเป็นของมัน  ถอยมาอยู่ที่ตรงจุดที่ควรอยู่

แล้วมองด้วยสายตาว่างเปล่า

สุดท้ายจะไม่พบกับคำว่า "เสียใจ"

เป็นนิยาย YAOI เนื้อหาชายรักชาย

ไม่ชอบก็ให้ผ่านไปซะ

 

* * *

มาลงเพราะได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องที่อ่านของคนๆ หนึ่ง เลยอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมากระทันหัน 

* * *

 

 

อือ  คันจิตัวนี้  寂しいแปลว่าอะไรนะ...

อ้อ...

寂しい = sabishii = lonely หรือแปลว่า  เหงา  ในภาษาไทย  นี่เองสินะ

....

ตัวเองกำลังหาอะไรอยู่นะ  ในท่ามกลางวิถีชีวิตที่วุ่นวายของสังคมเมืองรีบเร่ง

จมจ่อม  ง่วงงุน  ล้าแรง  ไร้พลังชีวิตอันสดใส

ทอดถอนใจ  ท่ามกลางแสงไฟสลัวลาง

.............

จวบจนเสียงเพลงมือถือดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท  หน้าจอโชว์เบอร์เพื่อนคนสนิทนัท

ไม่อยากรับเท่าไร  แต่ไม่อยากถูกด่าลง voice mail ในเครื่องที่มีมาเป็นร้อยๆ ฉบับแล้ว

"อือ  ไง"

"ไอ้คี  ยังไม่ตายใช่ไหม  ทำไมแม่งไม่ติดต่อมาเลยว่ะ ฯลฯ..."  และคำบ่นเป็นกระบุงโกย

แต่ผมเลือกตอบคำถามแรก

"ยัง  ยังไม่ตาย"

"ไอ้เวรเอ๊ย  ถามเป็นชุดตอบแค่นี้  แล้วที่สำคัญทำไมเอ็งไม่รับมือถือมาเป็นสัปดาห์แล้ว"  ไอ้นัทก็เป็นแบบนี้ล่ะ ปากร้ายแต่ใจดี  เพื่อนรักตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย  ขนาดทำงานต่างบริษัทก็ยังคงติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

"ไม่รู้ดิ"  ไม่รู้จริงๆ ผมแค่ไม่อยากคุยเท่านั้นเอง

"เฮ้อ...อาบน้ำ  แต่งตัวเลยน่ะโว้ย  เดี๋ยววันนี้ไปกินเหล้ากัน"

"ไม่มีเงิน"

"เดี๋ยวเลี้ยงเอง  แค่นี้น่ะ  ทุ่มหนึ่งเจอกัน  หาอะไรกินก่อนแล้วเดี๋ยวพาไปต่อ  ห้ามเบี้ยว  ห้ามหนีน่ะ  ไม่งั้นเจอชกแน่"

"ได้" และปลายทางก็ตัดหูฉับลงไปทันที  ผมถอนใจอย่างไม่รู้จะว่าไงดี 

.

.

นาฬิกาชี้บอกเวลาที่  18.29 แล้ว

เลข 29  เท่าอายุผมตอนนี้เลยสิ

อายุที่ใครๆ มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะลงหลักปักฐานอย่างไร  เป็นวัยแห่งการสร้างครอบครัว  วัยแห่งความก้าวหน้าทางอาชีพการงาน

แต่ผมกลับลาออกจากงานประจำที่ทำท่าว่ากำลังจะรุ่ง  เพราะเบื่อเจ้านายที่อายุน้อยกว่าแต่แค่จบปริญญาโท  ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานอะไรเลย  มาชี้นิ้วสั่งทำโน้นทำนี่  ลองผิดลองถูกจนงานผมปั่นป่วนไปหมด  1 เดือนผ่านไปงานเริ่มสะสม  ฝ่ายอื่นส่งงานมาแล้วตามงานไม่ได้  เพราะเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานไปๆ มาๆ  ตลอด

เดือนที่ 2 ก็เป็นเหมือนเดิม  ซ้ำยังถูกร้องเรียนจากหน่วยอื่นเรื่องความล่าช้า  แต่ผมต้องมาทำรายงานหาข้อผิดพลาดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ

เดือนที่ 3 แย่ยิ่งกว่าเดิม  ฝ่ายบุคคลเรียกผมเข้าพบ  แจ้งให้ทราบว่า  การทำงานของผมระยะนี้ด้อยประสิทธิภาพลงไปจากการประมวลผลใน 3 เดือนที่ผ่านมา  แล้วถามว่าเกิดจากสาเหตุอะไร 

ไม่ใช่แค่ผมหรอก  แต่เป็นทั้งหน่วยย่อยนี้เลย  ซึ่งผมรับไปเต็มร้อยมากกว่า  เพราะอยู่ใกล้เจ้านายคนใหม่มากที่สุด 

 

และวันนั้นผมก็กรอกแบบฟอร์มขอลาออกจากงานประจำ  ด้วยเหตุผลว่า "ทำงานได้ไม่ดี  เลยไม่อยากทำ"  พร้อมทั้งส่งแบบฟอร์มขอลาพักร้อนยาวตั้งแต่วันที่ผมขอลาออก  โดยที่เพื่อนร่วมงานไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย

เสร็จแล้วก็เก็บข้าวของที่มีอยู่น้อยชิ้นกลับบ้าน  และไม่ได้สนใจดูว่าเจ้านายจะเซ็นหรือไม่

ผมถือว่า  ผมจบลงแล้ว  ความอดทนผมหมดลงแล้ว...

6 ปีเต็มในฐานะเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการขายของสถาบันการเงินชั้นนำแห่งนี้

ผมเป็นเหมือนคนเตรียมอาวุธต่างๆ  ให้เซลล์ออกไปขาย  เพื่อล่าอาหารชั้นดีมาให้กับทางบริษัท  แต่ผมก็เป็นได้แค่รองหัวหน้าฝ่ายมาตลอด  เพราะผมจบแค่ปริญญาตรี  ความรู้ความสามารถ  ประสบการณ์หรือการทำงานอย่างเต็มที่  มันไม่เป็นผลอะไรเลยเท่าเด็กฝากที่จบ ป.โทมาคนนั้น 

ผมเหนื่อย...ล้า...  มาเต็มกลืนแล้ว  ตอนนี้ผมแค่อยากพักก็เท่านั้นเอง

และเวลานั้นผมไม่อยากพูดอะไร  หรือระบายอะไรให้ใครเขาฟัง   ผมไม่ใช่คนพูดเก่งมากเท่าไรนัก  ผมชอบใช้ตัวหนังสือแทนความในใจมากกว่า

นัทมันคงร้อนใจเรื่องนี้มั้ง  เจ้านี้มันก็ทำแบบเดียวกับผมแต่มันเป็นคนที่เฟรนด์ลี่  คือเป็นมิตรกับใครได้ง่าย  ไม่ใช่คนที่ดูอมพะนำแบบผมซะเท่าไร  แถมยังลุยร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำไม่เคยหวั่น  พลังเหลือเฟือยิ่งกว่าโด๊บยาเสียอีก  และตอนนี้มันได้เป็น Director ไปแล้ว  มันเป็นตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 28 ดีเลย  คุมทั้งงานฝ่ายคิดและฝ่ายผลิต  ชีวิตมันรุ่งเรืองดีผิดกับผมซึ่งย่ำอยู่กับที่และกำลังจะถอยหลังเข้าคลอง

....

"ทำไม่ทำบ้าๆ  แบบนี้ว่ะ  ลาออกจากงาน  แถมไม่ติดต่อใครเลย"

"โทษที  ลืมตัวไปหน่อย"

"เฮ้อ...นายก็แบบนี้ละว้า  ไม่พูดแต่ทำเลย  ตั้งแต่เรียนมหา'ลัยแล้ว"

ผมเพียงคลี่ยิ้มบางๆ  ตอบรับ  พลางมองดูแก้วน้ำสีอำพันที่มีก้อนน้ำแข็งลอยอยู่

ใช่ตอนนั้นไอ้นัทมีเรื่องกับเด็กวิศวะเพราะจีบสาวคนเดียวกัน  เสร็จแล้วเป็นไงไม่รู้ฟิวส์ในสมองผมขาดไปเฉยๆ งั้นล่ะ  เลยกระโดดลงไปชกไอ้พวกปากหมานั้นก่อนที่เจ้าของเรื่องจะลงมือซะอีก

ผลสรุปก็คือสะบักสะบอมทั้ง 2 ฝ่าย  และผมก็กลายเป็นเพื่อนรักกับมันจนถึงทุกวันนี้

เพื่อนรัก  หรือบางทีคนในกลุ่มยังแซวว่าผมเป็นเมียมันเลย  ซึ่งส่วนตัวก็ไม่ถืออะไร  ดีซะอีกพวกเกย์  กระเทย  กระเทียมจะได้ไม่มาเกาะแกะวุ่นวายในชีวิตผมให้มากขึ้นไปยิ่งกว่านี้  มันเป็นตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมแล้ว  ผิดแค่ช่วงนั้นมีแคทเพื่อนสาวที่ปากเป็นไฟคอยไล่พวกนี้ให้ออกไปห่างๆ ตลอด  ซึ่งพอเข้ามหาวิทยาลัย  ผมก็ห่างจากเธอไป  เพราะไม่ได้เรียนที่เดียวกันแถมคนละสาขาวิชา  เลยเหมือนถูกแยกกันไปโดยปริยาย

ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมแต่คนชอบบอกว่าผมน่ารัก  อาจเป็นความสูงแค่ 170 ซ.ม.  หรือว่าหน้าผมที่มีแก้มเยอะเกินไป  หรือว่าฟันกระต่ายคู่  อันนี้ผมก็ไม่รู้ได้  หน้าผมไม่ใช่แบบตี๋อินเทรนด์ในตอนนี้เสียหน่อย

แล้วจะทำไงต่อไปว่ะ 

ไม่รู้เหมือนกัน

เฮ้อ....

หึ หึ หึ  นายจะถอนใจแทนฉันทำไมฮ่ะนัท  ตอนนี้ฉันยังไม่กลุ้มเลย

เออ  เออ  เอ็งเก่ง  แล้วทำไมนายไม่บอกอะไรกิฟท์บ้างล่ะ  รู้ไหมคนรักแกโทรมาร้องไห้กับฉันทุกวันเลย  หลังรู้ข่าวว่านายลาออกจากงานแล้ว  แถมไปที่คอนโดนาย  นายก็ไม่อยู่ทำตัวหายเข้ากลีบเมฆไปเลย

หือ  ผมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจนิดหน่อย  กิฟท์เป็นคนรักผมเหรอ  ผมไม่รู้สึกอะไรกับเธอซะหน่อย   เธอมาชอบผมและขอคบกันตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย  เราแค่มีความสัมพันธ์กันเฉยๆ  ตามประสาวัยรุ่น  แต่สิ่งที่เรียกว่า รัก น่ะ  มันไม่มีในสัมผัสเหล่านั้นเลย

กิฟท์ไม่เคยรู้จักอารมณ์  จิตใจ  และความต้องการจริงๆ ของผมเป็นไง  เธอเห็นผมแค่ภายนอกและก็บอกว่ารักผมเข้าแล้ว

ช่วงในวัยเรียนนั้นผ่านไปอย่างระหองระแหงเต็มที่  จนเธอมาขอแยกทางหลังจบการศึกษาซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไรอีก  เธอบอกว่า คีไร้หัวใจ  คีไม่เคยรักกิฟท์เลย    ผมก็ทำหน้าที่แฟนเต็มที่แล้ว  ทั้งกินข้าว  ดูหนัง  ฟังเพลง  ซื้อของขวัญให้  มีเซ็กซ์ที่สร้างความพึงพอใจให้กันทั้ง 2 ฝ่าย  แล้วจะเอาอะไรอีก  ผมไม่เข้าใจผู้หญิงจริงๆ เลยให้ตายสิ  แต่ผมไม่รู้สึกอะไรที่เรียกว่า รัก กับเธอจริงๆ นี่นา

แต่หลังจากทำงานมา 2-3 ปี  เราก็มาเจอกันอีกที  เธอยังบอกว่ารักผมมาตลอด  และขอโอกาสคบกันใหม่  ผมก็ไม่ว่าอะไร  การมีคู่นอนน่ารักแบบกิฟท์นี่  ผมว่ามันก็ดีออก  ช่วยระบายความอัดอั้นในตัวเองดีกว่าใช้มือตั้งเยอะ  เธอพยายามเอาใจใส่ดูแลผมสารพัด  และเธอก็วาดหวังจะแต่งงานด้วยกัน

ผมไม่ว่าอะไร  จะแต่งคงได้มั้ง  อายุขนาดนี้ใครๆ เขาก็แต่งงาน  รักไม่รักผมไม่สน  มันคงไม่เป็นไรหรอก  เรื่องแบบนี้อาคีจมีแค่ในนิยายก็ได้  เรื่องของความรักแท้น่ะ

 

ก็อยู่ตลอดนะ

แล้วทำไมกิฟท์ไปหาแล้วไม่เจอนาย  พอไปคอนโดก็ปิดไฟตลอด  กดกริ่งเรียกก็ไม่เห็นออกมา

อือ  ฉันเสียบไอพอดอยู่ทั้งวัน  เลยไม่ได้ยินอะไร

เสร็จแล้วก็นั่งทำคอมที่เตียง  โดยจุดแต่เทียนใช่ไหม

ผมพยักหน้ารับ  นัทมันรู้ใจผมจริงๆ ด้วย  ว่าเวลาผมกลุ้มใจ  ผมชอบแสงเทียนมากกว่านีออน  มันดูอ่อนโยนและโอบอุ้มทำให้ผมอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก 

นายยังไม่ได้ให้มีคีย์การ์ดห้องกับกิฟท์ใช่ไหม

อือ

คบมาตั้งนาน  จวนจะแต่งงานกันแล้วแต่ยังไม่ให้คียการ์ดกันอีก  ทำไมหรือว่ายังไม่รักเธอเลย

ผมหรุบตาลงต่ำ  แทนคำตอบรับว่าใช่  พร้อมทั้งกระดกแก้วเหล้าเข้าปาก  ก่อนมันจะจืดไปกว่านี้  ถ้าผมจะให้คีย์การ์ดห้องนี้กับใคร  ผมคิดว่าคนเดียวที่สมควรได้ในตอนนี้ คือ   นัทเท่านั้นเอง

คนรู้ใจผมมากที่สุด  เพียงแต่นัทไม่เคยขอ  ไม่เคยล้ำเส้นแห่งความเป็นเพื่อนเข้ามาก้าวก่ายชีวิตผม

ผมก็เลยไม่รู้จะยกคีย์การ์ดให้มันทำไม  แต่ถ้าให้ไปจะเกิดอะไรขึ้น  ผมยังไม่อยากคิดเรื่องแบบนี้ให้เปลืองเนื้อที่ในสมอง

เสียงนัทถอนใจยาวก่อนจะถามต่อไปว่า  จะให้ติดต่อกิฟท์ไหม

ไม่  ไม่อยากคุยด้วยตอนนี้

เออ...แล้วหางานอะไรทำยัง

ยังไม่ได้หา  ไม่รู้จะทำอะไรดี

อือ  เอาจ็อบที่ฉันมีไปทำแก้เบื่อไหม

ขออีกสักพักละกัน

ผมดีใจที่นัทเปลี่ยนเรื่องไปเสียได้  เราคุยกันเรื่องกิฟท์มาตั้งหลายครั้ง  และผมก็บอกจุดยืนของตัวเองไปแล้ว  ผมไม่เคยเริ่ม  ไม่เคยเดินเรื่องหรือสานสัมพันธ์อะไรมากมาย  ผมทำตามหน้าที่ของผู้ชายก็เท่านั้น  เธอให้มาทั้งตัวแบบนั้นผมก็สนองเธอไปตามสมควร  นัทมันก็รู้และเคยบอกกิฟท์ไปหลายหนว่าให้ตัดใจซะ  แต่เธอก็ดื้อเกินกว่าใครจะเตือนได้  เรื่องของเราเลยคาราคาซังอยู่จนถึงทุกวันนี้

แล้วนายชวนมากินเหล้าที่นี่  วันนี้มีอะไรหรืออยากคุยเรื่องที่ฉันลาออกเท่านั้น  ผมมองรอบๆ ตัวอย่างประหลาดใจ  ที่แบบนี้ไม่เหมาะจะคุยกันมากเท่าไร  แถมวันนี้คนดูแน่นร้านเป็นพิเศษ

ใช่  ฉันรู้ว่านายเซ็งหัวหน้าใหม่  แต่ไม่นึกว่าจะลาออกมาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยแบบนี้นี่หว่า  แต่ช่างมันเหอะ  นายก็เซ็นใบไปแล้วนี่หว่า  วันนี้เลยชวนมาดูไลฟ์แก้เบื่อ  มือกีตาร์คนนี้เจ๋งโคตร  เลยนะจะบอกให้

อือ  นัทมันเปลี่ยนเรื่องเร็วมาก  มันรู้ว่าอะไรก็ตามที่ผมทำลงไปไม่มีวันถอยหลังกลับมาหรอก  มีแต่เดินหน้าต่อไป  หรือไม่ก็เปลี่ยนเส้นทางไปเลย  แถมพูดไปก็ใช่ว่าอะไรจะดีขึ้น

วงชื่ออะไร  ผมต้องตะโกนถามไป  เพราะเสียงคนเริ่มดังขึ้น  เสียงกรีดร้องจนฟังไม่ได้ศัพท์

“moo-na “ นัทตะโกนตอบมา

 

"น้ำจะท่วมฟ้า  ปลาจะกินดาว"  เรื่องจริงที่สามารถเกิดได้ในทุกยุคทุกสมัย

เปลือกโลกใบนี้เกิดขึ้นมาหลายร้อยล้านปี  มีการปรับเปลี่ยน  หมุนเวียนไปตามเหตุและปัจจัยทั้งภายในตัวมันเอง  และภายนอกคืออวกาศ  รวมไปถึงระบบสุริยะจักรวาล

มนุษย์เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และดับไป  เฉกเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น  แต่มนุษย์มีความฉลาดมากกว่า  และพยายามปรับตัวเพื่อให้อยู่ไนทุกสภาวะของสภาพแวดล้อม  มีการสื่อสาร  ติดต่อ  ถ่านทอดความรู้มาจากรุ่นสู่รุ่น

ทุกอย่างดำเนินไปตามทำนองคลองธรรมแห่งธรรมชาติ  มีการเรียนรู้ใช้ชีวิตที่เกื้อหนุนกันและกันมา  การปรับเปลี่ยนตามระบบนิเวศวิทยาจึงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเรา

 

จนมาถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม  ก้าวกระโดดอย่างรีบเร่งมาสู่ยุคดิจิตอล  ชีวิตแห่งความทันสมัย  สะดวกสบาย  แก่งแย่งแข่งขันเพื่อความเป็นหนึ่ง  ความเห็นแก่ตัวกัดกิน  ล้อมรอบทุกสรรพสิ่งในตัวมนุษย์

ความหยาบ  มักง่าย  แทรกซึมเข้าไปในชีวิตคนเรา  กะอีกแค่กระดาษไม่กี่แผ่น  ใช้แล้วก็ทิ้งๆ ไป  จะมัวมาเก็บให้รกทำไม  รองเท้าคู่ละไม่กี่บาทใส่ครั้งสองครั้งเบื่อก็ทิ้งไป  ทนใช้อยู่ทำไม  ไม่ทันสมัยล้าหลังแฟชั่นจะตาย  เรื่องนี้คือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ปกติในชีวิตประจำวันของคนเรา

 

ในเมื่อของทุกอย่างหามาง่าน  โดยมีเงินเป็นส่วนสำคัญ  การจะอนุรักษ์ไว้เช่นป่าไม้  หรือการใช้ซ้ำ  มันช่างยุ่งยากน่าเบื่อ  ไม่ใช่เรื่อง  หรือเปลืองอารมณ์จะนั่งคิด  มีเงินก็ซื้อไป  ใช้ไป  พรุ่งนี้ไม่มีอยู่ในสายตา  ลูกหลานหรือสิ่งอื่นไม่เคยเข้ามาอยู่ในสายตา  ชีวิตที่มี ไตัวกู  ของกู" เป็นตัวกำหนด  ยึดติดใยความสบาย  แห่แหนไปตามกระแสสังคม  อารมณ์จะชักนำ

อย่ามั่วแต่หลอกตัวเองกันอยู่เลย  คุณมีถุงผ้ากี่ใบ  แต่เวลาออกไปซื้อของ คุณก็ยังเอาถุงพลาสติคกลับมาอยู่ใช่ไหม  คุณบอกว่ารักธรรมชาติแต่คุณก้ยังทิ้งเศษตั๋วรถประจำทางลงพื้น  ไม่ต้องโทษใครหรือให้ใครเริ่มทำก่อน  เริ่มจากตัวคุณล่ะ  ทำในสิ่งเล็ก  รักษ์และดูแลทุกสิ่งที่อยู่ใกล้  ใส่ใจในการใช้สิ่งของ  ใช้อย่างคุ้มค่าและมีสติ  คำว่าวันพรุ่งนี้ไม่มีจริงบนโลกใบนี้  มีแต่ตัวหนังสือเท่านั้น

เพราะเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา  คุณก็เจอแต่คำว่าปัจจุบัน  ลงมือทำจากสิ่งใกล้ๆ ตัวกันเถอะ  ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป  ชีวิตที่รีบเร่ง  แย่งชิง ฉกฉวยจากธรรมชาติมากเพียงไร  ธรรมชาติก็พร้อมจะเอาคืนได้หนักเป็นหลายสิบเท่าเช่นกัน  เริ่มทำจากเดียวนี้  สิ่งดีๆ จะตามคุณมาเอง  อย่างน้อยคนอื่นไม่เห็น  แต่ใจเราเห็น  ความสุขก็เกิดขึ้นแล้ว

 

ร่วมมือกันก่อนสายเพื่อไม่ให้คำว่าว่า "น้ำจะท่วมฟ้า  ปลาจะกินดาว"  เกิดขึ้นมาจริง

 

http://www.blogactionday.org"> src="http://www.blogactionday.org/imgs/badges/bad-88-31.jpg" border=0>

 

(อ๋อย...ติดแบนเนอร์ไม่เป็น)

 

edit @ 15 Oct 2009 21:50:38 by weewee

น้ำท่วม

posted on 14 Oct 2009 17:16 by weewee  in PRIVATE

บ้านน้ำท่วมกันหรือเปล่า  ที่บ้านไม่ท่วมน่ะ  แต่เพื่อนบ้านเรือนเคียง  หรือซอยใกล้ๆ กันท่วมเป็นแถว

อย่าบอกว่าโชคดีน่ะ  คำว่าโชคใช้กับที่บ้านไม่ได้หรอก

ก็บ้านนี้ดีดตัวเองขึ้นมาจากพื้นดินเดิมร่วมเมตรได้

ต้องเรียกโชคจากความขยัน  ที่พ่อแม่ทำงานเก็บเงินซ่อมบ้าน  ยกบ้านไว้  ลูกๆ เลยสบายในปัจจุบัน

 

อ่ะ  ไม่ได้โม้น่ะ  ลองมาเดินดูรถไฟฟ้าแถวบางจากสิ

ฟุตบาทกับถนนห่างกันเกินครึ่งเมตร  ไม่รวมถึงถนนที่มีการยกขึ้นมาหลายรอบแล้ว

เพราะงั้นบ้านไหนไม่ได้ยกบ้านขึ้น  หรือปลูกเท่าถนน 

ฟันธง!  บ้านนั้นน้ำท่วมชัวร์ๆ

 

เมื่อวานดูคนออกมาจับปลาบนถนนกัน  เป็นที่สนุกสนาน

แต่ตัวเองไม่เล่นด้วยอ่ะ  แถวนี้ทั้งงู  ทั้งไอ้เงินไอ้ทอง  มันก็พร้อมใจออกมากินปลาเหมือนกัน

ไม่ใช่นางงามน่ะ  จะได้รักเด็ก  เมตตาสัตว์  เห็นพวกนี้แล้วอยากของวิชาพวกปู่ๆ  ลุงๆ  อาๆ ผู้ชายที่เดินทางไปเที่ยวไกลมากจนไม่กลับมาแล้วว่า  มีวิธีจับแล้วเจี๋ยนมันทำกันอย่างไง

ตอนเล็กๆ  ก็ได้แต่ปิดหน้าต่กางนิ้วดูเวลาเขาจับกัน  มันั้งกลัวทั้งตื่นเต้นเลยนี่หวา

 

อยากอัพนิยาย  แต่กลัวจะเขียนไม่จบ  ทุกเรื่องมันจบแค่ในใจ  แต่พิมพ์ไม่จบสักกะที

ไอ้จะเขียนเรื่องสั้น  ก็ดันคิดมากไป  จบไม่ลงเสียอีก  ความผิดเต็มๆ นะเนี๊ย

(ฮ่า  ฮ่า  ฮ่า)  บ่นไปก็ใช่เรื่องเนอะ

 

แต่ที่แย่  คือ  ตื่นมาตอนเช้า  แล้วปวดหัวนี่สิ  ทำไมก็ไม่รู้  ต้องกินพาราเกือบทุกวัน

จะดีขึ้นก็หลังบ่ายไปแล้ว  ร่างกายมันไม่ปกติ  รวนๆ พึลึกจัง

 

ทาโกะ  มันก็ดี  ไม่กวนตอนเช้าแต่มานอนเป็นเพื่อนแทน

คงรู้ว่าเราไม่สบายมั้ง (ขอหลงซะนิดน่า)

เอาล่ะ  แล้วพรุ่งนี้จะพยายามอัพบล็อคให้ได้ตามธีมของ exteen ล่ะกัน

FIGHT  FIGHT  FIGHT

 

ฝนตก

posted on 11 Sep 2009 14:48 by weewee  in PRIVATE

ฝนเริ่มตกหนักขึ้นทุกวันแล้ว

กิจกรรมรอบๆ ตัวดูอืดแบบเนือยๆ

ไม่สนใจ  ไม่จริงจัง

แต่...

ไม่ชอบความชื้นแฉะแบบนี้

 

เป็นต้นไม้คงดีนะ

ดูระริกระรี้กับน้ำฝนเสียจริงๆ

ชอบฝนตกหนักๆ ตอนกลางคืน

หลับสบายดีจริงๆ

แต่ไม่ชอบฟ้าแลบ  ฟ้าร้อง  ฟ้าผ่า

เสียงดังมากๆ  จนสะดุ้งตื่น  แล้วใจมันหายน่าดู

 

* * *

UNHAPPY

posted on 06 Sep 2009 12:38 by weewee  in PRIVATE

ใครๆ เขาขอบเรียกว่าจิตตก

ไม่จิตไม่ตก  ไม่หลอน  แค่ไม่สุข

ทั้งที่ไม่มีเรื่องทุกข์

แค่รู้สึกไม่ดี  ไม่ปกติ

แต่ไม่อยากทำให้ใครรู้สึกแย่ไปด้วย

แต่ก็นะ...

คนไม่มีความสุข  สีหน้ามันย่อมออกอยู่แล้ว

แน่นอนเลย

ASANEE & WASAN SINGHA AT HEART WORLD TOUR 2008

posted on 26 Aug 2009 15:51 by weewee  in REPORT

บันทึกการเดินทาง

"อัสนี-วสันต์  คนหัวใจสิงห์  เวิลด์ทัวร์"  2008

x x x

ยากนะที่ตัวเองจะหยิบแผ่น Live ของใครติดไม้ติดมือกลับมาที่บ้าน 

ไม่ใช่รสนิยมสูงอะไรมากมายหรอก  แค่ตัวเองมันจนกรอบก็เท่านั้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า

นั้นเป็นเหตุผลหนึ่ง  แต่อีกเหตุผลที่สำคัญไม่ด้อยไปกว่ากันเลยก็  คือ...

 

...จะได้หยิบขึ้นมาดูรอบที่ 2 อีกหรือเปล่า...

 

นั้นสิ  เสียเงินไปแล้ว  เอากลับมาถ้าไม่ชอบ  หรือดูแค่ครั้งเดียวเบื่อก็นั่งปลอบใจตัวเองกันไปว่า

...ดีกว่าเสียเงินไปดูละน่ะ...ก็ปลอบใจมาหลายครั้งแล้วไอ้เรื่องแบบนี้...ปลอบซะจนเซ็ง...

x x x

 

เอาล่ะ  มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

บันทึกการแสดงของพี่ป้อม  พี่โต๊ะ  นั้น  ตัวเองติดใจตั้งแต่ออกแคมเปญ "คนแกร่งหัวใจสิงห์"  ของเบียร์สิงห์ตั้งแต่ปีที่แล้ว

พอดีเมื่อวานแวะเข้าโลตัส  ผ่านโซนซีดี  ก็เลยหยิบกลับบ้านมาโดยไม่ลังเล

หลายคนอาจผ่านตามาแล้ว  แต่ตัวเองเพิ่งได้ดู  เลยอยากเอามาคุยก็เท่านั้น

 

แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ที่เอากลับบ้านมา (ชู 2 มือ ร้องฮูเร  แบบดีใจมากมาย  โอ๊ย...ไม่เสียดายเงินเลย...เฮ้!!!)

โดยส่วนตัวแล้วชื่นชมกับศิลปินไทยทุกคนที่ได้ออกเวิลด์ทัวร์  ไม่ว่าใครก็ตาม

แต่สำหรับพี่ทั้งคู่  ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก

เพราะเป็นศิลปินร็อคแบบไทยๆ  ไม่ใช่ศิลปินพื้นบ้าน  หมอลำ  นักร้องเพลงป๊อป ฯลฯ ที่มีกลุ่มคนดูคนฟังมากกว่าเพลงร็อค

แต่...Rock Never Die แม้จะเป็นร็อคแบบไทยๆ ก็ตามที...ดูได้จากผู้ชมชาวไทยอย่างล้นหลาม  และมีชาวต่างชาติร่วมแจมด้วย  ที่ให้การต้อนรับพวกพี่อย่างอบอุ่นอยู่ทุกๆ ที่ที่มีการแสดง  แค่เห็นก็ปลื้มแทนแล้ว

 

ยินดีกับความสำเร็จ  ภูมิใจกับการไล่ล่าตามความฝัน  โดยข้ออ้างแห่งเวลา  เชื้อชาติ  ภาษา  ทั้งหลายแหล่คงไม่ใช่ขีดคั่นหรือเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด  กลับกลายเป็นตัวบ่มเพาะประสบการณ์ชีวิตให้กล้าแกร่งขึ้นมา  คนเราถ้าไม่ท้อกลางคัน  ย่อมบรรลุถึงจุดมุ่งหมาย  เร็วบ้างช้าบ้างก็แล้วแต่โอกาสจะอำนวย  แต่ทุกคนย่อมได้รับผลตอบแทนแห่งความพยายามนั้นแน่นอน  และทั้งคู่ก็ทำให้เราได้เห็นแล้วกับการออกเวิลด์ทัวร์ 2008

ภายในอัลบั้มเป็นเหมือนการเขียนบันทึก  เรื่องราวการเดินทาง  ไล่เรียงช่วงจังหวะ  โดยยึดเอาเพลงเป็นหลัก  ไม่ได้ยึดช่วงเวลาว่าเริ่มวันไหน  จบเมื่อไร  แต่เหมือนมีพี่เขามาคุยให้ฟังนะว่า  เออ...ไปอังกฤษมาล่ะ  สนุกดี  แต่ก่อนหน้านั้นเราก็ไปที่นั้นที่นี้มาน่ะ  ดูแบบเพลินๆ  ไม่งง  แต่ไม่จุใจ

 

...ทำไมไม่จุใจ...

 

ก็ไลฟ์แต่ละประเทศน่ะ  ย่อมมีเสน่ห์ที่แตกต่างกัน  มีปัญหาและอุปสรรคที่ไม่เหมือนกัน  สถานที่  ผู้ชม  บรรยากาศ  แค่นี้ตัดมาอย่างละนิด  อย่างละหน่อย  มันก็เลยไม่ค่อยอิ่มไง

ส่วนเพลงที่เลือกแสดงนั้น  เป็นเพลงโครตฮิต  ยกตัวอย่างก็อย่างเพลง  สุขใจ / บังเอิญ  ติดดิน / บังอร  เอาแต่นอน/  ยินดี  เป็นต้น  มีเพลงที่ใช้แสดงกว่า 20 เพลง  ไปหามาดูเอาแล้วกัน  แต่นั้นยังไม่ใช่ทั้งหมดของเพลงฮิต  พี่เขามีมากกว่านั้นอีก  ซึ่งเวลาในการโชว์มันไม่มากขนาดนั้นหรอก  และที่สำคัญ  ตัวเองร้องได้หมดเลย  ฮ่า ฮ่า ฮ่า  ช่างเช็คอายุคนเขียนจริงๆ

การแสดงสนุก  มันส์  ทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  ลีลาน้ำเสียง  ก็เป็นแบบ  อัสนี-วสันต์  ที่เราคุ้นเคยกันมานาน  ลูกเล่นในดนตรีมีเท่าไร  พี่ท่านก็พยายามขนออกมาโชว์  แต่ก็ไม่รกเรื้อจนน่าเบื่อหน่าย

ความเป็นพี่ชาย  น้องชาย  ทำให้ดูน่ารักอยู่เสมอต้นเสมอปลาย  พี่ที่เป็นห่วงน้อง  คอยดูแลสอดส่องเหล่าน้องๆ อยู่ห่างๆ ก็ยังคงเป็นลักษณะเฉพาะตัวของพี่ป้อม  ตอนที่พี่โต๊ะแพ้กลิ่นในฮอลล์  พี่ป้อมก็รีบไปบอกเจ้าที่เลยว่า "น้องผมแพ้กลิ่นนี้  อย่าใช้ในการแสดงนะครับ"  และอื่นๆ  ที่แทรกอยู่ตลอดการนำเสนอ  ซึ่งเป็นธรรมชาติของพี่ชายคนโตคนนี้  ดูยังไงก็ประทับใจตลอด

ในไลฟ์แผ่นนี้มีสิ่งละอันพันละน้อยร้อยเรียงกันอยู่  จะให้คุยหมดเลยก็คงไม่ไหว  สู้ไปลองหามาดูกันเลยดีกว่า

แล้วจะรู้ว่าเป็น 2 ชั่วโมงที่มีความสุขมากในการดู  ภายใต้ช่วงเวลาอากาศร้อนอบอ้าวปนน่าเบื่อหน่ายเช่นนี้

หากได้ไลฟ์ดีๆ  มาช่วยชีวิตไว้  ก็มีความสุขไปอีกแบบ

 x x x

warning :  entry นี่เป็นแค่ความคิดเห็นและความชอบโดยส่วนตัวเท่านั้น  ผู้เขียนเป็นแค่ผู้ดูผู้ฟัง  ไม่ใช่ผู้มีความรู้เรื่องดนตรีแต่อย่างใด

 

edit @ 26 Aug 2009 17:16:15 by weewee